อุตุนิยมวิทยา (Meteorology)
เข้าใจเมฆโดยเฉพาะ CB แนวปะทะอากาศ ความกดอากาศ การตั้งมาตรวัดความสูง น้ำแข็งเกาะ และการอ่าน METAR กับ TAF
เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อการศึกษาและการเตรียมสอบเบื้องต้น ผู้เรียนควรตรวจสอบกับเอกสารทางการของหน่วยงานกำกับดูแลและครูการบินก่อนนำไปใช้จริง เนื้อหาอ้างอิงมาตรฐาน EASA เป็นหลัก ตัวเลขและกฎบางข้ออาจต่างจากหลักสูตรของสำนักงานการบินพลเรือนไทย (CAAT)
เว็บไซต์นี้เป็นโครงการอิสระเพื่อการศึกษา ไม่ได้สังกัด ไม่ได้รับการรับรอง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ EASA, ICAO, CAAT หรือหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ ข้อสอบเป็นเนื้อหาที่เรียบเรียงขึ้นเอง หรือนำมาจากแหล่งทางการที่เผยแพร่สู่สาธารณะ/เปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี (เช่น FAA ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ และคลังข้อสอบ PSTAR ของ Transport Canada) โดยมีการระบุที่มาในแต่ละข้อ ทั้งนี้ไม่ใช่ข้อสอบจริงที่ใช้สอบของ EASA หรือ CAAT
อากาศเปรียบเหมือนสนามที่นักบินต้องลงไปเล่นทุกวัน วันที่ฟ้าใสมันใจดี วันที่พายุมามันโหดร้าย เคล็ดลับจึงไม่ใช่การเอาชนะอากาศ แต่คือการอ่านใจอากาศให้ออกก่อนออกบิน
4.1 เมฆ แนวปะทะ และความกดอากาศ

หลักจำง่าย ๆ คือ อากาศที่นิ่ง (stable) ทำให้เมฆแผ่ออกเป็นแผ่น (stratus) ส่วนอากาศที่ปั่นป่วน (unstable) ดันให้เมฆก่อตัวสูงขึ้น ตั้งแต่ cumulus จนถึง cumulonimbus ส่วน แนวปะทะอากาศ (fronts) คือจุดที่มวลอากาศอุ่นและเย็นมาบรรจบกัน จนก่อเป็นเมฆและฝน

4.2 การตั้งมาตรวัดความสูง — เรื่องที่พลาดไม่ได้

มาตรวัดความสูง (altimeter) วัดความสูงจากความดันอากาศ จึงต้องตั้งค่าอ้างอิงให้ถูกต้อง มิฉะนั้นความสูงที่อ่านได้อาจคลาดเคลื่อนจากความจริงหลายร้อยฟุต
4.3 น้ำแข็งเกาะและการพยากรณ์

น้ำแข็งเกาะโครงสร้าง (airframe icing) เกิดเมื่อบินผ่านเมฆที่มี หยดน้ำเย็นยิ่งยวด (supercooled droplets) ที่อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา ส่วนน้ำแข็งในระบบไอดี (carburettor ice) แก้ได้ด้วยการใช้ความร้อนกันน้ำแข็ง (carburettor heat)
ในการพยากรณ์ มีคำที่ต้องแยกให้ออก:
- METAR — รายงานอากาศจริงขณะนี้
- TAF — พยากรณ์ล่วงหน้าของสนามบิน
- VOLMET — การกระจายเสียงรายงานอากาศของหลายสนามทางวิทยุ
อัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามความสูง (Lapse Rates)

เมื่ออากาศถูกยกขึ้น อุณหภูมิของมันจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าอากาศนั้นอิ่มตัวแล้วหรือยัง DALR (Dry Adiabatic Lapse Rate) คืออัตราที่อากาศ แห้ง เย็นลงเมื่อถูกยกขึ้น — 3°C ต่อ 1,000 ฟุต ค่านี้คงที่เสมอ ส่วน SALR (Saturated Adiabatic Lapse Rate) ใช้กับอากาศที่อิ่มตัวแล้ว (มีเมฆก่อตัว) เย็นลงเพียง ~1.5°C ต่อ 1,000 ฟุต เพราะการกลั่นตัวของไอน้ำปลดปล่อยความร้อน [latent heat] ออกมาชดเชย สุดท้าย ELR (Environmental Lapse Rate) คืออัตราที่บรรยากาศจริงรอบ ๆ เครื่องบินลดลงตามความสูง — ค่านี้เปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศในแต่ละวัน
---
การคำนวณฐานเมฆ (Cloud Base)

ฐานเมฆก่อตัวที่ความสูงซึ่งอุณหภูมิของก้อนอากาศที่ถูกยกขึ้นเท่ากับจุดน้ำค้าง [dew point] พอดี สูตรที่ใช้คำนวณฐานเมฆ [cumulus cloud base] คือ:
ฐานเมฆ (ฟุต) = (อุณหภูมิ − จุดน้ำค้าง) ÷ 2.5 × 1,000
หรือจำง่าย ๆ ว่า ทุก 1°C ของ spread (ส่วนต่างระหว่างอุณหภูมิกับจุดน้ำค้าง) = ฐานเมฆสูงขึ้นประมาณ 400 ฟุต
ทำไมต้อง 400 ฟุต/°C? เพราะขณะก้อนอากาศแห้งลอยขึ้น อุณหภูมิลดตาม DALR (3°C/1,000 ft) ส่วนจุดน้ำค้างลดช้ากว่า (~0.5°C/1,000 ft) ดังนั้น spread จึงปิดลงด้วยอัตราสุทธิราว 2.5°C ต่อ 1,000 ฟุต เมื่อ spread = 0 ก็ถึงฐานเมฆพอดี คำนวณกลับได้ว่า 1,000 ÷ 2.5 ≈ 400 ฟุตต่อ 1°C ของ spread
> หมายเหตุ: ค่า 600 ฟุต/°C ที่บางตำราใช้ มาจากการคิดด้วย DALR เพียงอย่างเดียว (โดยไม่หักการลดลงของจุดน้ำค้าง) จึงเป็นเพียงค่าประมาณอย่างหยาบและให้ค่าสูงเกินจริง ในข้อสอบและการใช้งานจริงให้ยึด 400 ฟุต/°C เป็นหลัก
---
Occluded Front — แนวปะทะรวม

Occluded Front หรือแนวปะทะรวม เกิดขึ้นเมื่อแนวปะทะเย็น [cold front] เคลื่อนที่เร็วกว่าแนวปะทะอุ่น [warm front] จนไล่ตามทัน ผลที่ตามมาคือมวลอากาศอุ่น [warm air mass] ถูกยกขึ้นไปทั้งหมดไม่สัมผัสพื้น อากาศเย็นสองกลุ่มชนกันที่พื้น สภาพอากาศที่เกิดขึ้นรุนแรงและซับซ้อน: ฝนต่อเนื่อง หมอก ทัศนวิสัยต่ำ และมีเมฆปกคลุมหนาแน่น ทั้ง cold occlusion และ warm occlusion มีสัญลักษณ์บนแผนที่เป็นเส้นสีม่วงพร้อมทั้งสามเหลี่ยมและครึ่งวงกลม
---
Advection Fog — หมอกพัดพา

Advection Fog หรือหมอกพัดพา เกิดจากอากาศอุ่นชื้นเคลื่อนตัวในแนวนอน [advection] เข้ามาเหนือพื้นผิวที่เย็นกว่า เช่น ทะเลเย็น ดินที่เย็น หรือบริเวณชายฝั่ง ความชื้นในอากาศอุ่นกลั่นตัวเมื่อสัมผัสพื้นเย็น ก่อให้เกิดหมอกที่ ไม่สลายตัวเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น — ต่างจาก radiation fog ที่สลายตัวได้ในตอนเช้า Advection fog จะสลายตัวก็ต่อเมื่อลมเปลี่ยนทิศหรือความเร็วลมเพิ่มขึ้นพัดพาอากาศอุ่นชื้นออกไป พบบ่อยบริเวณชายฝั่งและในทะเลเปิด
---
Mountain Wave และ Orographic Uplift

Orographic Uplift คือการที่อากาศถูกบังคับยกขึ้นเมื่อเจอสิ่งกีดขวางทางภูมิประเทศ เช่น ภูเขา อากาศชื้นที่ถูกยกขึ้นทางด้านรับลม [windward side] จะเย็นลงตาม DALR จนถึงจุดน้ำค้างแล้วก่อตัวเป็นเมฆและฝน เมื่อข้ามยอดเขาลงมาทางด้านท้ายลม [leeward side] อากาศจะอุ่นและแห้งกว่าเดิม — เรียกว่า Foehn Effect ทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิและความชื้นอย่างชัดเจนระหว่างสองด้านของภูเขา
Mountain Wave หรือ Lee Wave เกิดในอากาศเสถียรที่มีลมแรงพัดตั้งฉากกับสันเขา อากาศจะก่อตัวเป็นคลื่นยาวด้านท้ายลม คลื่นเหล่านี้อาจทอดยาวออกไปหลายร้อยไมล์และมีความปั่นป่วน [turbulence] รุนแรง โดยเฉพาะใน Rotor Zone — บริเวณวนอากาศที่เกิดใต้ยอดคลื่น ซึ่งอันตรายที่สุดต่อการบิน
---
Transition Altitude และ Transition Level

ระบบความดันอากาศที่ใช้วัดความสูงมีสองแบบ: QNH ซึ่งปรับตามความดันระดับน้ำทะเล และ Standard Pressure 1013.25 hPa ที่ใช้ใน Flight Level การเปลี่ยนระหว่างสองระบบนี้ต้องทำในเขตที่กำหนด
- Transition Altitude [TA]: ความสูง [altitude] ที่กำหนดโดย ATC ซึ่งนักบิน ขาขึ้น จะเปลี่ยน altimeter setting จาก QNH ไปตั้ง 1013 hPa เพื่อใช้ Flight Level แทน
- Transition Level [TL]: Flight Level ต่ำสุดที่อนุญาตให้ใช้ 1013 hPa — นักบิน ขาลง จะเปลี่ยนจาก 1013 hPa กลับมาใช้ QNH เมื่อผ่าน Transition Level
- Transition Layer: ชั้นอากาศระหว่าง Transition Altitude กับ Transition Level — ในชั้นนี้ ห้ามบินตรง เครื่องบินขาขึ้นใช้ Altitude เครื่องบินขาลงใช้ Flight Level เท่านั้น
---
SIGMET — คำเตือนอากาศอันตราย
SIGMET (Significant Meteorological Information) คือข้อความแจ้งเตือนอากาศอันตรายที่ออกโดย Meteorological Watch Office (MWO) สำหรับนักบินและผู้ควบคุมการบิน SIGMET แจ้งเตือนเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่ออากาศยานทุกประเภท ครอบคลุมพื้นที่ FIR หรือ UIR และมีอายุสูงสุด 4 ชั่วโมง (6 ชั่วโมงสำหรับ tropical cyclone และ volcanic ash)
ประเภทของ SIGMET ที่ต้องรู้:
- Turbulence รุนแรง [Severe Turbulence] — รวม Clear Air Turbulence (CAT)
- Icing รุนแรง [Severe Icing] — ไม่รวม icing ที่เกิดจากน้ำค้างแข็ง
- Mountain Wave รุนแรง [Severe Mountain Wave]
- Thunderstorm [TS] — รุนแรงหรือเป็นแนว squall line
- Tropical Cyclone — พายุหมุนเขตร้อน
- Volcanic Ash [VA] — เถ้าภูเขาไฟ อันตรายที่สุดต่อเครื่องยนต์ jet
- Radioactive Cloud — แม้พบน้อยมากแต่อยู่ใน ICAO Annex 3
เจาะหัวข้อที่ออกสอบบ่อย (อ้างอิงมาตรฐาน EASA ECQB)
การไหลมารวมและแยกออกของอากาศ (Convergence, Divergence, Confluence, Subsidence)

เมื่ออากาศไหลมารวมกัน (convergence) ในแนวระดับ มวลอากาศไม่สามารถอัดแน่นได้ จึงถูกบังคับให้ยกตัวขึ้น (rising air) ทำให้เกิดเมฆและฝน เป็นลักษณะของบริเวณความกดอากาศต่ำ (low pressure). ตรงข้ามกัน เมื่ออากาศไหลแยกออกจากกัน (divergence) ในระดับสูง อากาศจากเบื้องบนจะจมตัวลงมาแทนที่ เรียกว่าการจมตัว (subsidence) ซึ่งทำให้อากาศอุ่นขึ้นแบบแห้ง ท้องฟ้าแจ่มใส เป็นลักษณะของความกดอากาศสูง (high pressure). ส่วน confluence คือเส้นกระแสลม (streamlines) ลู่เข้าหากันโดยความเร็วอาจเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีการยกตัวเสมอไป
ลมขึ้นเขาและลมลงเขา (Anabatic and Katabatic Winds)
ลมขึ้นเขา (anabatic wind) เกิดในเวลากลางวันเมื่อแสงอาทิตย์ทำให้พื้นลาดเขา (slope) ร้อนขึ้น อากาศที่สัมผัสพื้นลาดจึงอุ่นและเบากว่าอากาศรอบข้างในระดับเดียวกัน จึงไหลขึ้นไปตามไหล่เขา (upslope). ลมลงเขา (katabatic wind) เกิดในเวลากลางคืนเมื่อพื้นลาดเขาเย็นตัวลงด้วยการแผ่รังสี อากาศเหนือพื้นลาดจะเย็น หนัก และไหลลงสู่หุบเขา (downslope) ตามแรงโน้มถ่วง โดยทั่วไปลม katabatic จะแรงกว่า anabatic และอาจรุนแรงมากในพื้นที่ที่มีธารน้ำแข็ง
ความลาดของความกดอากาศกับความเร็วลม (Pressure Gradient and Wind)

ความเร็วของลมขึ้นอยู่กับความลาดของความกดอากาศ (pressure gradient) เป็นหลัก คือผลต่างของความกดอากาศต่อระยะทาง บนแผนที่อากาศแสดงด้วยระยะห่างของเส้นความกดเท่า (isobars). เมื่อเส้น isobars อยู่ชิดกัน หมายถึง gradient แรง ลมจะแรง; เมื่อเส้น isobars อยู่ห่างกัน gradient อ่อน ลมจะเบา. แรงที่ผลักอากาศจากความกดสูงไปต่ำเรียกว่าแรงเกรเดียนต์ความกด (pressure gradient force) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลม ก่อนจะถูกแรงโคริออลิส (Coriolis force) เบี่ยงทิศ
ลมบกและลมทะเล (Land Breeze and Sea Breeze)
ลมบกและลมทะเลเป็นการหมุนเวียนเฉพาะถิ่น (local circulation) ที่เกิดจากการรับและคายความร้อนต่างกันของพื้นดินกับผิวน้ำ. ในเวลากลางวัน พื้นดินร้อนเร็วกว่าน้ำ อากาศเหนือดินยกตัว ความกดที่ผิวลดลง อากาศเย็นจากทะเลจึงพัดเข้าฝั่ง เรียกว่าลมทะเล (sea breeze) ทิศพัดเข้าหาฝั่ง (onshore). ในเวลากลางคืน พื้นดินเย็นเร็วกว่าน้ำ น้ำจึงอุ่นกว่า อากาศเหนือทะเลยกตัว ลมจึงพัดจากบกออกสู่ทะเล เรียกว่าลมบก (land breeze) ทิศพัดออกจากฝั่ง (offshore) ซึ่งมักอ่อนกว่าลมทะเล
เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการสอบ ECQB
องค์ประกอบและโครงสร้างชั้นบรรยากาศ (Atmosphere & ISA)
บรรยากาศประกอบด้วยไนโตรเจน [nitrogen] ประมาณ 78% ออกซิเจน [oxygen] 21% และก๊าซอื่นกับไอน้ำ [water vapour] อีกราว 1% ชั้นล่างสุดคือ โทรโพสเฟียร์ [troposphere] ที่อุณหภูมิลดลงตามความสูงและเป็นที่เกิดของสภาพอากาศเกือบทั้งหมด เหนือขึ้นไปคือ สตราโทสเฟียร์ [stratosphere] ที่อุณหภูมิคงที่แล้วกลับเพิ่มขึ้น รอยต่อระหว่างสองชั้นเรียก โทรโพพอส [tropopause] ซึ่งสูงราว 16 กม. ที่ศูนย์สูตรและต่ำเหลือราว 8 กม. ที่ขั้วโลก
วงจรชีวิตและการก่อตัวของพายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm Life Cycle)

พายุฝนฟ้าคะนองต้องการสามองค์ประกอบ: ความชื้น [moisture], บรรยากาศไม่เสถียร [instability] และตัวกระตุ้นยกตัว [lifting trigger] เช่น แนวปะทะหรือความร้อนผิวพื้น วงจรชีวิตมีสามระยะ: ระยะคิวมูลัส [cumulus stage] มีกระแสอากาศไหลขึ้น [updraught] อย่างเดียว, ระยะเจริญเต็มที่ [mature stage] มีทั้งกระแสขึ้นและลง [downdraught] เกิดฝน ลูกเห็บ ฟ้าผ่า และ gust front อันตรายที่สุด, และ ระยะสลายตัว [dissipating stage] ที่มีแต่กระแสลง
ภูมิอากาศวิทยาและการหมุนเวียนทั่วไป (Climatology & General Circulation)

การหมุนเวียนทั่วไปของบรรยากาศแบ่งเป็นสามเซลล์ในแต่ละซีกโลก: Hadley cell, Ferrel cell และ Polar cell อากาศร้อนยกตัวที่ศูนย์สูตรเกิดร่องความกดต่ำ ITCZ แล้วจมตัวที่ละติจูดราว 30° เกิดเขตความกดสูงและทะเลทราย ลมผิวพื้นที่ถูกแรงโคริออลิส [Coriolis] เบี่ยงทำให้เกิด ลมค้า [trade winds] จากตะวันออก และ ลมตะวันตก [westerlies] ในเขตอบอุ่น ที่ระดับสูงใกล้โทรโพพอสมีลมแรงแคบเรียก เจ็ตสตรีม [jet stream]
ระบบ Oktas และการรายงานปริมาณเมฆ (Cloud Cover)

ปริมาณเมฆรายงานเป็น ออคตา [oktas] คือจำนวนในแปดส่วนของท้องฟ้าที่ถูกเมฆปกคลุม โดยใช้ตัวย่อใน METAR/TAF: SKC/NSC/CLR ไม่มีเมฆ, FEW 1-2 oktas, SCT [scattered] 3-4 oktas, BKN [broken] 5-7 oktas และ OVC [overcast] 8 oktas เต็มท้องฟ้า ความสูงฐานเมฆรายงานต่อท้ายเป็นหลักร้อยฟุต AGL เช่น BKN040 คือเมฆ broken ที่ 4,000 ฟุต
พื้นฐานความชื้น (Humidity Fundamentals)
ความชื้นสัมพัทธ์ [relative humidity] คืออัตราส่วนของไอน้ำที่มีอยู่จริงต่อปริมาณสูงสุดที่อากาศ ณ อุณหภูมินั้นรับได้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ อากาศอุ่นอุ้มไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น เมื่ออากาศเย็นลงจนถึงจุดอิ่มตัว [saturation] ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 100% หรือถึง จุดน้ำค้าง [dew point] ไอน้ำจะกลั่นตัว [condensation] เป็นหยดน้ำเกิดเมฆหรือหมอก กระบวนการนี้ปลดปล่อย ความร้อนแฝง [latent heat] ทำให้อากาศโดยรอบอุ่นขึ้น
ชนิดของหยาดน้ำฟ้า (Precipitation Types)
หยาดน้ำฟ้าเกิดเมื่อหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งในเมฆโตจนหนักพอจะตกลงมา ฝนละออง [drizzle] เป็นหยดเล็กมากจากเมฆ stratus, ฝน [rain] หยดใหญ่กว่า, หิมะ [snow] เป็นผลึกน้ำแข็ง, ลูกเห็บ [hail] เกิดในกระแสขึ้นแรงของ CB และ ฝนเยือกแข็ง [freezing rain] คือฝนที่ตกผ่านชั้นอากาศต่ำกว่า 0°C แล้วแข็งทันทีเมื่อกระทบผิว
ทัศนวิสัย หมอกบาง ฟ้าหลัว และ RVR (Visibility Phenomena)
นอกจากหมอก [fog] ที่ทัศนวิสัยต่ำกว่า 1,000 ม. ยังมี หมอกบาง [mist, BR] ทัศนวิสัย 1,000-5,000 ม. จากหยดน้ำ และ ฟ้าหลัว [haze, HZ] จากอนุภาคฝุ่นแห้ง ใน METAR ทัศนวิสัยรายงานเป็นเมตร ค่า 9999 หมายถึงทัศนวิสัย 10 กม. ขึ้นไป ส่วน RVR [Runway Visual Range] คือระยะที่นักบินมองเห็นเครื่องหมายหรือไฟรันเวย์ วัดด้วยเครื่อง transmissometer ใช้เมื่อทัศนวิสัยหรือ RVR ต่ำกว่า 1,500 ม.
ความสูงความหนาแน่น (Density Altitude)
ความสูงความหนาแน่น [density altitude] คือความสูงตามความกดที่ปรับแก้ด้วยอุณหภูมิที่ไม่เป็นไปตาม ISA เป็นความสูงที่อากาศ «รู้สึก» ว่าตัวเองอยู่ตามความหนาแน่นจริง อากาศร้อน ความสูงสูง หรือความชื้นมาก ทำให้ความหนาแน่นลดลงและ density altitude สูงขึ้น ส่งผลให้สมรรถนะเครื่องลดลง วิ่งขึ้นยาวขึ้น อัตราไต่ต่ำลง กฎคร่าว ๆ คือทุก 1°C ที่สูงกว่า ISA จะเพิ่ม density altitude ราว 120 ฟุต
ชนิดของความปั่นป่วน (Turbulence Types)

ความปั่นป่วนแบ่งตามต้นกำเนิด: เชิงกล [mechanical] จากลมพัดผ่านสิ่งกีดขวางหรือพื้นขรุขระ, เชิงความร้อน [thermal/convective] จากกระแสอากาศร้อนยกตัว, เชิงแรงเสียดทาน [frictional] ใกล้ผิวพื้น และ เวกเทอร์เบอเลนซ์ [wake turbulence] จากอากาศยานลำอื่น ส่วน CAT [Clear Air Turbulence] เกิดในอากาศใสที่รอยต่อแรงลมเฉือน [wind shear] ใกล้เจ็ตสตรีมและโทรโพพอส มองไม่เห็นและเรดาร์ตรวจไม่พบ จึงต้องอาศัย SIGMET เตือน
ความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดความสูงในอากาศเย็น (Cold Temperature Altimetry Error)
มาตรวัดความสูงถูกปรับเทียบตาม ISA เมื่ออากาศ เย็นกว่า ISA อากาศหนาแน่นกว่า ชั้นความกดอยู่ชิดกัน ทำให้ความสูงจริง [true altitude] ต่ำกว่า ที่เข็มแสดง คือเครื่องบินอยู่เตี้ยกว่าที่คิด ซึ่งอันตรายต่อการบินเหนือสิ่งกีดขวางหรือภูเขาในวันหนาว ตรงกับคติ «from high to low or hot to cold, look out below»
ชนิดของน้ำแข็งเกาะ (Icing Types)

น้ำแข็งเกาะโครงสร้าง (airframe icing) มีหลายชนิด แยกตามอุณหภูมิและขนาดของหยดน้ำเย็นยิ่งยวด (supercooled droplets) ที่กระทบเครื่องบิน:
| ชนิด | ลักษณะ | สภาพที่เกิด |
|---|---|---|
| Rime ice (น้ำแข็งขาวขุ่น) | ขรุขระ ทึบแสง สีขาวขุ่น เปราะ มีฟองอากาศแทรก | หยดน้ำ เล็ก อุณหภูมิเย็นจัด ต่ำกว่า −10°C หยดแข็งทันทีที่กระทบ |
| Clear / Glaze ice (น้ำแข็งใส) | เรียบ ใส หนัก เกาะแน่น อันตรายที่สุด | หยดน้ำ ใหญ่ อุณหภูมิ 0 ถึง −10°C รวมถึง freezing rain หยดไหลแผ่ก่อนแข็ง |
| Mixed ice (น้ำแข็งผสม) | ปนกันระหว่าง rime กับ clear ขรุขระและเกาะแน่น | หยดน้ำคละขนาด อุณหภูมิช่วงกลาง พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ |
การอ่านรหัส METAR และ TAF

METAR คือรายงานสภาพอากาศจริง ณ ขณะนั้นของสนามบิน ส่วน TAF คือพยากรณ์ล่วงหน้า ทั้งคู่เขียนเป็นรหัสมาตรฐาน ICAO การอ่านออกเป็นทักษะที่ออกสอบบ่อยมาก มาถอดรหัสตัวอย่างจริงทีละช่อง:
METAR VTBS 121200Z 18010KT 9999 FEW020 SCT100 30/24 Q1011 NOSIG
| รหัส | ความหมาย |
|---|---|
| METAR | ประเภทรายงาน (อากาศจริง) |
| VTBS | รหัสสนามบิน ICAO (สุวรรณภูมิ) |
| 121200Z | วันที่ 12 เวลา 1200 UTC (Z = Zulu) ไม่ใช่เวลาท้องถิ่น |
| 18010KT | ลมจากทิศ 180° ความเร็ว 10 นอต (ทิศเทียบทิศจริง/true) |
| 9999 | ทัศนวิสัย 10 กม. ขึ้นไป (9999 = 10 km+) |
| FEW020 | เมฆเล็กน้อย (FEW 1–2 oktas) ฐาน 2,000 ft (020 × 100) |
| SCT100 | เมฆกระจาย (SCT 3–4 oktas) ฐาน 10,000 ft |
| 30/24 | อุณหภูมิ 30°C / จุดน้ำค้าง 24°C |
| Q1011 | QNH = 1011 hPa (Q = hPa, A = inHg) |
| NOSIG | แนวโน้ม 2 ชม.ข้างหน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ |
ปริมาณเมฆ (cloud amount) — ตัวย่อและ oktas:
- FEW = 1–2 oktas (เล็กน้อย)
- SCT (scattered) = 3–4 oktas (กระจาย)
- BKN (broken) = 5–7 oktas (เป็นหย่อมมาก)
- OVC (overcast) = 8 oktas (ปกคลุมเต็มท้องฟ้า)
- ฐานเมฆต่อท้ายเป็น หลักร้อยฟุต AGL เช่น BKN040 = เมฆ broken ฐาน 4,000 ft
CAVOK (Ceiling And Visibility OK) ใช้แทนช่องทัศนวิสัย/เมฆ/สภาพอากาศ เมื่อครบ 3 เงื่อนไข: ทัศนวิสัย ≥ 10 กม., ไม่มีเมฆต่ำกว่า 5,000 ft (หรือต่ำกว่า MSA แล้วแต่ค่าใดสูงกว่า) และไม่มี CB/TCU, และไม่มีสภาพอากาศสำคัญ (ฝน หมอก พายุ)
ตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงใน TAF:
- BECMG (becoming) = สภาพอากาศจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่อย่างถาวรในช่วงเวลาที่ระบุ
- TEMPO (temporary) = เปลี่ยนแปลงชั่วคราว (แต่ละครั้งน้อยกว่า 1 ชม. และรวมกันไม่เกินครึ่งของช่วงเวลา)
- PROB30 / PROB40 = ความน่าจะเป็น 30% / 40% ที่จะเกิดสภาพอากาศนั้น
- FM (from) = เปลี่ยนแบบรวดเร็วตั้งแต่เวลาที่ระบุ
สรุปท้ายบท
เนื้อหาหลักของวิชานี้คือการเข้าใจเมฆ โดยเฉพาะ CB แนวปะทะอากาศ ความกดอากาศ การตั้งมาตรวัดความสูง น้ำแข็งเกาะ และการอ่าน METAR กับ TAF
คำศัพท์สำคัญ
รอยต่อของมวลอากาศที่ต่างอุณหภูมิ
เมฆที่อันตรายที่สุดต่อการบิน
อ่านเหนือระดับน้ำทะเล / อ่านศูนย์ที่สนามบิน
อากาศจริงขณะนี้ / พยากรณ์ล่วงหน้า
น้ำที่เย็นต่ำกว่า 0°C แต่ยังไม่แข็ง ทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะ
หยดเล็ก เย็นจัด < −10°C ขรุขระทึบแสง
จุดที่มักออกสอบ
- CB อันตรายที่สุด (turbulence + ลูกเห็บ + icing + ฟ้าผ่า)
- QFE อ่านศูนย์ที่สนามบิน, QNH อ่านเหนือระดับน้ำทะเล
แบบทดสอบท้ายบท
142 ข้อ