ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องบิน (Aircraft General Knowledge)
สามแกนการเคลื่อนที่ เครื่องยนต์ลูกสูบ มาตรวัดแบบ pitot-static และ gyroscopic รวมถึงระบบน้ำมันเครื่อง เน้นความเข้าใจหลักการและอาการเมื่อระบบขัดข้อง
เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อการศึกษาและการเตรียมสอบเบื้องต้น ผู้เรียนควรตรวจสอบกับเอกสารทางการของหน่วยงานกำกับดูแลและครูการบินก่อนนำไปใช้จริง เนื้อหาอ้างอิงมาตรฐาน EASA เป็นหลัก ตัวเลขและกฎบางข้ออาจต่างจากหลักสูตรของสำนักงานการบินพลเรือนไทย (CAAT)
เว็บไซต์นี้เป็นโครงการอิสระเพื่อการศึกษา ไม่ได้สังกัด ไม่ได้รับการรับรอง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ EASA, ICAO, CAAT หรือหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ ข้อสอบเป็นเนื้อหาที่เรียบเรียงขึ้นเอง หรือนำมาจากแหล่งทางการที่เผยแพร่สู่สาธารณะ/เปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี (เช่น FAA ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ และคลังข้อสอบ PSTAR ของ Transport Canada) โดยมีการระบุที่มาในแต่ละข้อ ทั้งนี้ไม่ใช่ข้อสอบจริงที่ใช้สอบของ EASA หรือ CAAT
นักบินที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นช่าง แต่ต้องเข้าใจว่าเครื่องบินทำงานอย่างไร เปรียบเหมือนคนขับรถที่รู้ว่าไฟเตือนแต่ละดวงหมายถึงอะไร
5.1 สามแกนและโครงสร้าง

เครื่องบินเคลื่อนที่ได้รอบสามแกน ได้แก่ การก้มเงย (Pitch) รอบแกนขวาง (Lateral) การกลิ้ง (Roll) รอบแกนตามยาว (Longitudinal) และการส่าย (Yaw) รอบแกนตั้ง (Normal)
5.2 หัวใจที่เต้นด้วยลูกสูบ

เครื่องยนต์ลูกสูบทำงานด้วยกลไกที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด นั่นคือการเปลี่ยนการเลื่อนขึ้นลงของลูกสูบให้กลายเป็นการหมุนของใบพัด ผ่าน เพลาข้อเหวี่ยง (crankshaft)
เครื่องยนต์ใบพัดมีปรากฏการณ์ที่ชื่อ torque reaction กล่าวคือ เมื่อใบพัดหมุนไปทางหนึ่ง ตัวเครื่องจะมีแนวโน้มหมุนสวนทาง ทำให้เครื่องเอียง นักบินจึงต้องชดเชยด้วยการบังคับ

5.3 มาตรวัดแบบ Pitot-Static และ Gyroscopic

- มาตรวัดความเร็วอากาศ (ASI) เปรียบเทียบความดันรวม (total pressure) จากท่อพิโตกับความดันนิ่ง (static pressure)
- มาตรวัดความสูง (Altimeter) และ มาตรวัดอัตราไต่ลด (VSI) ใช้ความดันนิ่ง (static pressure)
- หากช่องความดันนิ่งอุดตัน ให้เปิดใช้ช่องสำรอง (Alternate Static Port)
- มาตรวัดท่าทาง เช่น AI, HI และ Turn Coordinator ขับด้วย ไจโรสโคป ผ่านระบบสุญญากาศหรือไฟฟ้า
- HSI (Horizontal Situation Indicator) รวมข้อมูลเข็มทิศไจโรกับเครื่องรับวิทยุนำร่อง VHF ไว้ในหน้าปัดเดียว
P-Factor และปรากฏการณ์ใบพัดอื่น ๆ

เครื่องบินใบพัดเดี่ยวมักมีแนวโน้มส่ายซ้ายในการไต่สูง สาเหตุหลักมาจากสามปรากฏการณ์ที่เกิดพร้อมกัน ได้แก่ P-Factor (Asymmetric Blade Effect), Slipstream Effect และ Gyroscopic Precession
P-Factor เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินอยู่ในท่า nose-up เช่น ช่วงไต่ ใบพัดข้างที่กวาดลง (descending blade) ทำมุมปะทะกับอากาศมากกว่าใบพัดข้างที่กวาดขึ้น (ascending blade) จึงสร้างแรงขับ (thrust) มากกว่า ส่งผลให้จุดศูนย์กลางของแรงขับเบี่ยงไปทางขวาของแนวแกนเครื่องบิน (สำหรับใบพัดที่หมุนตามเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากด้านหลัง/ห้องนักบิน ซึ่งเท่ากับทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากด้านหน้า) เครื่องบินจึงมีแนวโน้มส่ายซ้าย (yaw left)
Slipstream Effect คือกระแสอากาศหมุนเวียน (helical slipstream) ที่ออกจากใบพัดกระทบครีบหางแนวตั้ง (vertical stabilizer) ด้านซ้าย ทำให้เกิดแรงดันที่ส่วนหาง และเครื่องบินส่ายซ้ายเช่นกัน นักบินแก้ไขด้วยการเหยียบ right rudder เพื่อรักษาการบินตรง
Gyroscopic Precession เกิดจากดิสก์ใบพัดที่หมุนเร็วทำตัวเป็นไจโรสโคป (gyroscope) เมื่อมีแรงกระทำต่อดิสก์ ผลจะปรากฏห่างออกไป 90° ในทิศทางการหมุน ตัวอย่างคลาสสิกคือเครื่องบินล้อหาง (tailwheel) ขณะวิ่งขึ้น: ในช่วงต้นของการวิ่งขึ้น นักบินดันคันบังคับไปข้างหน้าเพื่อ ยกหางขึ้น ซึ่งทำให้หัวเครื่อง ก้มลง (pitch down) แรงนี้กระทำที่ดิสก์ใบพัด เมื่อหมุนต่อไป 90° ในทิศการหมุน (สำหรับใบพัดที่หมุนตามเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากด้านหลัง) จะปรากฏผลเป็นแรงที่ด้านซ้ายของดิสก์ ทำให้หัวเครื่อง ส่ายซ้าย (yaw left) นักบินจึงต้องเหยียบ right rudder ชดเชยขณะยกหาง
---
Compass Errors — ข้อผิดพลาดของเข็มทิศในซีกโลกเหนือ

Magnetic Compass อ่านค่าได้ถูกต้องในการบินตรงและระดับ แต่เกิดความคลาดเคลื่อนได้สองกลุ่มหลักในซีกโลกเหนือ ได้แก่ Turning Errors และ Acceleration Errors ซึ่งเกิดจาก dip error ของเข็มทิศที่ถูกดึงลงสู่พื้นโลก
Turning Errors ท่องไว้ว่า UNOS:
- Undershoot North — เลี้ยวผ่านทิศเหนือ: เข็มทิศหมุนช้ากว่าความเป็นจริง นักบินต้องหยุดเลี้ยวก่อนถึงค่าที่ต้องการ
- Overshoot South — เลี้ยวผ่านทิศใต้: เข็มทิศหมุนเร็วกว่าความเป็นจริง นักบินต้องหยุดเลี้ยวหลังผ่านค่าที่ต้องการ
Acceleration Errors ท่องไว้ว่า ANDS:
- Accelerate North — เร่งความเร็วขณะบินหันหัวไปทิศตะวันออกหรือตะวันตก: เข็มทิศชี้ไปทาง N
- Decelerate South — ลดความเร็ว: เข็มทิศชี้ไปทาง S
ข้อผิดพลาดเหล่านี้มีนัยสำคัญมากที่สุดเมื่อบินหันหัวใกล้ทิศเหนือหรือใต้ และน้อยที่สุดเมื่อหันหัวไปทิศตะวันออกหรือตะวันตก
---
EGT และการปรับ Mixture
EGT (Exhaust Gas Temperature) คืออุณหภูมิของแก๊สไอเสียที่วัดที่ท่อไอเสีย ใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการตั้งค่า mixture (อัตราส่วนเชื้อเพลิงต่ออากาศ) ให้เหมาะสมกับระดับความสูงและเฟสการบิน
จุดสำคัญบน EGT gauge มีสามตำแหน่ง:
- Peak EGT: จุดที่อุณหภูมิไอเสียสูงที่สุด เกิดเมื่ออัตราส่วน mixture ใกล้ stoichiometric (เผาไหม้สมบูรณ์)
- Rich of Peak (ROP): mixture ที่รวยกว่าจุด peak — ให้ power สูงสุด เหมาะสำหรับช่วง take-off และไต่สูง อุณหภูมิต่ำกว่า peak
- Lean of Peak (LOP): mixture ที่บางกว่าจุด peak — ให้ ประสิทธิภาพเชื้อเพลิงสูงสุด เหมาะสำหรับช่วงเดินทาง (cruise) ที่ความสูง
การ lean mixture มากเกินไป (too lean) อาจทำให้เครื่องยนต์สะดุด (engine roughness) หรือ misfire และเกิดความเสียหายจากความร้อนได้ นักบินควร lean ช้า ๆ และสังเกต EGT ตลอดเวลา
---
ขีดจำกัดความเร็วโครงสร้าง (Structural V-Speeds)

V-speeds คือความเร็วอ้างอิงที่กำหนดโดยผู้ผลิตและหน่วยงานรับรอง EASA เพื่อความปลอดภัยของโครงสร้างอากาศยาน ความเร็วที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดโครงสร้างหลักมีดังนี้:
Vne (Never Exceed Speed) คือความเร็วสูงสุดที่อากาศยานออกแบบมารองรับได้ แสดงด้วย เส้นสีแดง (red line) บน ASI ห้ามเกินในทุกสภาวะการบิน เนื่องจากอาจเกิด structural failure หรือ flutter ที่ทำลายโครงสร้างได้
Vno (Normal Operating Speed / Maximum Structural Cruising Speed) คือความเร็วสูงสุดในการใช้งานปกติ แสดงเป็น ขีดบนของส่วนสีเขียว (green arc) บน ASI ที่ความเร็วนี้ยังปลอดภัยในอากาศแปรปรวน (turbulence) ระดับปกติ แต่ควรลดความเร็วลงเมื่อบินในอากาศแปรปรวนรุนแรง
Va (Design Manoeuvring Speed) คือความเร็วสูงสุดที่นักบินสามารถเบนพื้นบังคับ (control surface) ได้เต็มที่ ครั้งเดียว โดยไม่ทำให้โครงสร้างเสียหาย เนื่องจากที่ความเร็วนี้ปีกจะ stall ก่อนที่แรงจะเกิน structural limit Va ลดลงเมื่อน้ำหนักอากาศยานลดลง — นักบินต้องตรวจสอบ Va จาก POH ตามน้ำหนักปัจจุบัน
---
Stall Warning Systems

Stall Warning System คืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนนักบินล่วงหน้าก่อนที่เครื่องบินจะถึงมุมปะทะวิกฤต (critical angle of attack) และเกิด stall จริง ระบบมาตรฐานจะเปิดเสียงเตือน (horn/buzzer) 5–10 นอตก่อน stall speed เพื่อให้นักบินมีเวลาแก้ไขสถานการณ์
ประเภทของ sensor ที่ใช้ทั่วไปมีสองแบบ:
- Vane/Reed Sensor: แผ่น vane ขนาดเล็กติดอยู่ที่ leading edge ของปีก เมื่อมุมปะทะเพิ่มขึ้นใกล้จุดวิกฤต กระแสอากาศจะยกแผ่น vane ทำให้วงจรไฟฟ้าปิดและส่งสัญญาณเสียงเตือน
- Stick Shaker: พบในเครื่องบินขนาดใหญ่ มอเตอร์สั่นสะเทือน (vibrator) ติดที่คันบังคับ (control column) จะสั่นเพื่อเตือนนักบินเมื่อใกล้ถึง stall — ให้ความรู้สึกเตือนทั้งด้านเสียงและสัมผัส
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ stall warning เป็นการเตือน ก่อน stall ไม่ใช่ขณะ stall — หมายความว่ายังมีเวลาและพื้นที่แก้ไขหากนักบินตอบสนองทันที นักบินต้องไม่รอจนเครื่องบิน stall จริงก่อนจะแก้ไข
เจาะหัวข้อที่ออกสอบบ่อย (อ้างอิงมาตรฐาน EASA ECQB)
ชนิดของโครงสร้างลำตัวเครื่องบิน (Airframe Construction Types)
โครงสร้างลำตัวมีหลายแบบที่ออกสอบบ่อย แบบโครงถัก (truss) ใช้ท่อเหล็กเชื่อม (tubular steel) เป็นโครงรับแรงทั้งหมด ส่วนผิว (skin) ไม่รับแรงและไม่ใช่โครงสร้างที่รับน้ำหนักเอง (non-self-supporting) แบบโมโนค็อก (monocoque) ผิวภายนอกรับแรงทั้งหมดเอง ไม่มีโครงภายใน แบบเซมิโมโนค็อก (semi-monocoque) ที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ใช้ผิวร่วมกับเส้นยาว (stringers) และโครงขวาง (frames/bulkheads) ช่วยกันรับแรง และแบบรังผึ้ง (honeycomb/sandwich panels) ใช้แกนน้ำหนักเบาประกบด้วยแผ่นผิวสองด้าน ให้ความแข็งแรงสูงต่อน้ำหนัก
หน่วยทางไฟฟ้า และมาตรวัดกระแส (Electrical Units & Ammeter)
นักบินต้องจำหน่วยไฟฟ้าพื้นฐานให้แม่นเพื่อตอบข้อสอบ วัตต์ (Watt) คือกำลังไฟฟ้า (power) แอมแปร์ (Ampere) คือกระแสไฟฟ้า (current) โวลต์ (Volt) คือความต่างศักย์หรือแรงดัน (potential/voltage) และโอห์ม (Ohm) คือความต้านทาน (resistance) ความสัมพันธ์คือ กำลัง = แรงดัน คูณ กระแส มาตรวัดกระแส (ammeter) แสดงการประจุไฟ (charge) หรือการคายไฟ (discharge) ของแบตเตอรี่ ถ้าเข็มชี้บวกแสดงว่าเครื่องกำเนิดไฟ (alternator) กำลังประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ ถ้าชี้ลบแสดงว่าแบตเตอรี่กำลังจ่ายไฟออก ซึ่งบ่งชี้ความผิดปกติของระบบชาร์จ
ความร้อนคาร์บูเรเตอร์ต้องปิดตอนวิ่งขึ้น (Carburettor Heat OFF on Take-off)
ในจังหวะวิ่งขึ้น (take-off) ที่ใช้กำลังเต็มที่ ความร้อนคาร์บูเรเตอร์ (carburettor heat) ต้องอยู่ในตำแหน่งปิด (OFF/COLD) เสมอ เหตุผลคืออากาศร้อนมีความหนาแน่นต่ำกว่า ทำให้กำลังเครื่องยนต์ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในจังหวะที่ต้องการกำลังสูงสุด นอกจากนี้อากาศร้อนที่ดึงเข้ามาผ่านท่อความร้อนเป็นอากาศที่ไม่ผ่านการกรอง (unfiltered) จึงเสี่ยงดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกเข้าเครื่องยนต์ โดยเฉพาะเมื่อบินจากสนามที่เป็นดินหรือหญ้า
การเปลี่ยนกำลังกับใบพัดความเร็วคงที่ (Constant-Speed Propeller Power Changes)
เครื่องบินที่มีใบพัดปรับมุมความเร็วคงที่ (constant-speed propeller) มีคันบังคับสองตัวคือคันเร่งกำลังควบคุมแรงดันในท่อร่วมไอดี (manifold pressure / MP) และคันใบพัดควบคุมรอบ (RPM) ลำดับการเปลี่ยนกำลังเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อ "เพิ่มกำลัง" ให้เพิ่มรอบใบพัด (RPM) ก่อน แล้วจึงเพิ่มแรงดันท่อร่วมไอดี (manifold pressure) ทีหลัง เมื่อ "ลดกำลัง" ให้ลดแรงดันท่อร่วมไอดี (manifold pressure) ก่อน แล้วจึงลดรอบ (RPM) ทีหลัง หลักการนี้ป้องกันไม่ให้เกิดสภาพแรงดันสูงพร้อมรอบต่ำซึ่งทำให้เครื่องยนต์รับภาระเกิน (over-boost / over-stress)
การตรวจแมกนีโต (Magneto Check)
ก่อนวิ่งขึ้นต้องตรวจระบบจุดระเบิด (ignition) โดยทดสอบแมกนีโต (magneto) ทีละข้าง ขณะตั้งรอบเครื่องตามที่ระบุในเช็กลิสต์ เมื่อสลับจากตำแหน่ง BOTH ไปยัง LEFT หรือ RIGHT รอบเครื่อง (RPM) จะลดลงเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่เกินค่าจำกัดที่กำหนด (เช่น RPM drop ไม่เกินค่าในคู่มือ) และความต่างระหว่างสองข้างต้องไม่มากเกินไป ถ้าเครื่องเดินสะดุดหรือสั่นกระตุก (rough running) บ่งชี้ปัญหาที่ระบบจุดระเบิดหรือหัวเทียน (spark plug fault) เช่นหัวเทียนสกปรกหรือคราบคาร์บอน
หน้าที่ของพรายเมอร์ (Primer Function)
พรายเมอร์ (primer) เป็นปั๊มมือที่ฉีดเชื้อเพลิงเพิ่มเข้าไปในกระบอกสูบหรือท่อร่วมไอดีโดยตรง เพื่อช่วยในการสตาร์ตเครื่องยนต์ขณะเครื่องเย็น (cold start) เนื่องจากเครื่องยนต์เย็นเชื้อเพลิงระเหยยาก ส่วนผสมจึงบาง การฉีดพรายเมอร์ทำให้ได้ส่วนผสมที่เข้มพอจะติดไฟได้ง่าย หลังสตาร์ตติดแล้วต้องล็อกพรายเมอร์ให้แน่น เพราะหากไม่ล็อก เชื้อเพลิงอาจรั่วเข้าเครื่องยนต์ทำให้ส่วนผสมเข้มเกินและเดินเครื่องไม่เรียบ
น้ำแข็งคาร์บูเรเตอร์เกิดได้แม้อากาศอุ่น (Carburettor Icing Above Freezing)
จุดที่ออกสอบบ่อยและนักบินมักเข้าใจผิดคือ น้ำแข็งคาร์บูเรเตอร์ (carburettor icing) สามารถเกิดได้แม้อุณหภูมิอากาศภายนอกสูงกว่าจุดเยือกแข็งมาก โดยเกิดได้ที่อุณหภูมิสูงถึงประมาณ บวก 25 ถึง 30 องศาเซลเซียส เมื่อมีความชื้นสัมพัทธ์สูง (high humidity) สาเหตุคือการระเหยของเชื้อเพลิงและการลดความดันของอากาศที่ผ่านเวนทูรี (venturi) ทำให้อุณหภูมิภายในคาร์บูเรเตอร์ตกลงได้ถึงราว 20-30 องศา ความชื้นจึงกลายเป็นน้ำแข็งเกาะ ปิดกั้นทางอากาศ ทำให้กำลังตกและเครื่องยนต์อาจดับ
การเฝ้าระวังความดันและอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง (Oil Pressure & Temperature Monitoring)
มาตรวัดความดันน้ำมันเครื่อง (oil pressure) และอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง (oil temperature) เป็นเครื่องมือสำคัญที่นักบินต้องเฝ้าดูตลอดเที่ยวบิน ค่าทั้งสองต้องอยู่ในแถบเขียว (green arc) หลังสตาร์ตเครื่อง ความดันน้ำมันต้องขึ้นภายในเวลาที่กำหนด (เช่นภายใน 30 วินาที) มิฉะนั้นต้องดับเครื่องทันที หากความดันตกต่ำหรืออุณหภูมิสูงผิดปกติขณะบิน บ่งชี้ปัญหาเช่นน้ำมันรั่ว ระบบหล่อลื่นล้มเหลว หรือเครื่องร้อนเกิน นักบินต้องปฏิบัติตามเช็กลิสต์ฉุกเฉิน (checklist action) ทันที ซึ่งอาจรวมถึงการลดกำลังและเตรียมลงจอดฉุกเฉิน
เครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉิน (Emergency Locator Transmitter, ELT)
เครื่องส่งสัญญาณระบุตำแหน่งฉุกเฉิน (Emergency Locator Transmitter / ELT) เป็นอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณวิทยุอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อช่วยให้หน่วยค้นหาและกู้ภัย (search and rescue) ระบุตำแหน่งเครื่องบินได้ ELT สมัยใหม่ส่งสัญญาณที่ความถี่ 406 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ซึ่งดาวเทียมระบบ Cospas-Sarsat รับได้ พร้อมส่งรหัสประจำเครื่อง (registration ID) และตำแหน่งที่แม่นยำ ส่วนความถี่ 121.5 MHz ยังใช้เป็นสัญญาณนำทางสำหรับเครื่องบินค้นหาในระยะใกล้ ELT มักทำงานอัตโนมัติด้วยสวิตช์ตรวจจับแรง G (g-switch) และนักบินสามารถเปิดด้วยมือได้
เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการสอบ ECQB
เครื่องหมายแถบสีบนมาตรวัดความเร็ว (ASI Colour-Coded Arc Markings)

มาตรวัดความเร็วอากาศ (ASI) มีแถบสีบอกย่านความเร็วที่ออกสอบบ่อย แถบขาว (white arc) คือย่านใช้แฟลป เริ่มจาก «VS0» (สตอลล์เมื่อกาง flap เต็ม) ถึง «VFE» (ความเร็วสูงสุดที่กาง flap ได้) แถบเขียว (green arc) คือย่านใช้งานปกติ เริ่มจาก «VS1» (สตอลล์เมื่อไม่กาง flap) ถึง «VNO» แถบเหลือง (yellow arc) คือย่านระวัง ใช้ได้เฉพาะในอากาศนิ่งและบินด้วยความระมัดระวัง และเส้นแดง (red line) คือ «VNE» ห้ามเกินเด็ดขาด
โหลดแฟกเตอร์และไดอะแกรม V-n (Load Factor & V-n Diagram)

โหลดแฟกเตอร์ (load factor, n) คืออัตราส่วนแรงยกต่อน้ำหนัก หน่วยเป็น «g» ในการเลี้ยวเอียงปีกคงระดับ n = 1 หารด้วย cos ของมุมเอียง ดังนั้นเอียง 60 องศา ได้ n เท่ากับ 2 g โหลดจำกัด (limit load) ของเครื่องบินประเภท normal category อยู่ที่บวก 3.8 และลบ 1.52 g ส่วน utility อยู่ที่บวก 4.4 g โดยที่ ภายในขีด limit load โครงสร้างจะยังคืนรูปได้ (elastic) ไม่เสียหายถาวร แต่หาก เกิน limit load โครงสร้างจะเริ่มเสียรูปถาวร (permanent/plastic deformation) ส่วน โหลดสูงสุด (ultimate load) เท่ากับ limit load คูณ 1.5 เป็นจุดที่โครงสร้าง พังเสียหาย (structural failure) ไม่ใช่จุดที่เริ่มเสียรูป กล่าวคือ ระหว่าง limit ถึง ultimate โครงสร้างเสียรูปถาวรแต่ยังไม่ขาด พอถึง ultimate จึงพังจริง ไดอะแกรม V-n แสดงขอบเขตการบินที่ปลอดภัย โดยมุมซ้ายล่างจำกัดด้วยสตอลล์และมุมขวาบนจำกัดด้วย VNE
ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ (Engine Cooling System)
เครื่องยนต์ลูกสูบของเครื่องบินเล็กส่วนใหญ่ระบายความร้อนด้วยอากาศ (air-cooled) โดยมีครีบระบายความร้อน (cooling fins) รอบกระบอกสูบ และมีแผ่นบังคับทิศทางลม (baffles) นำอากาศให้ไหลผ่านครีบอย่างทั่วถึง บางเครื่องมีบานปรับช่องลม (cowl flaps) ให้นักบินเปิดกว้างตอนไต่กำลังสูง และหรี่ลงตอนบินเดินทางเพื่อลดแรงต้าน อันตรายที่ออกสอบคือการเย็นตัวเร็วเกินไป (shock cooling) เมื่อลดกำลังกะทันหันจากเครื่องร้อน ทำให้โลหะหดตัวไม่สม่ำเสมอจนแตกร้าว นักบินจึงเฝ้ามาตรวัดอุณหภูมิหัวกระบอกสูบ (CHT) ให้อยู่ในย่านปกติ
มาตรวัดการเลี้ยวและลูกบอลวัดการลื่นไถล (Turn Coordinator & Inclinometer)
มาตรวัดประสานการเลี้ยว (turn coordinator) แสดงทั้งอัตราการเลี้ยว (rate of turn) และแนวโน้มการกลิ้ง เมื่อปีกจิ๋วตรงเครื่องหมายชี้ว่ากำลังเลี้ยวอัตรามาตรฐาน (rate-one) คือ 3 องศาต่อวินาที หมุนครบรอบใน 2 นาที ส่วนลูกบอลวัดการลื่นไถล (inclinometer ball) บอกว่าการเลี้ยวประสานกันหรือไม่ ถ้าลูกบอลอยู่กลางคือ coordinated ถ้าเลื่อนเข้าในวงเลี้ยวคือลื่นเข้า (slip) ถ้าเลื่อนออกนอกวงคือลื่นออก (skid) วิธีแก้จำง่ายว่า «เหยียบข้างที่ลูกบอลอยู่» (step on the ball)
เอกสารและความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness Documents)
อากาศยานต้องมีเอกสารครบจึงจะบินได้ตามกฎ EASA ใบรับรองความสมควรเดินอากาศ (Certificate of Airworthiness, CofA) ออกครั้งเดียวและมีผลไม่จำกัดเวลาตราบที่ยังบำรุงรักษาถูกต้อง แต่ต้องต่ออายุใบรับรองทบทวนความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness Review Certificate, ARC) ทุกปี ซึ่งต่ออายุได้สองครั้งโดยองค์กรที่ได้รับอนุมัติก่อนต้องตรวจใหม่ นอกจากนี้ต้องมีโปรแกรมบำรุงรักษา (maintenance programme) สมุดบันทึก (logbooks) เอกสารน้ำหนักและสมดุล (mass and balance) ป้ายเตือน (placards) ในห้องนักบิน และบัญชีอุปกรณ์ขั้นต่ำ (Minimum Equipment List, MEL) ที่ระบุว่าอุปกรณ์ใดเสียได้แต่ยังบินได้
วัฏจักรสี่จังหวะและการเผาไหม้ภายในกระบอกสูบ (Four-Stroke Cycle Internals)
เครื่องยนต์สี่จังหวะทำงานตามลำดับ ดูด อัด ระเบิด คาย (Intake, Compression, Power, Exhaust) ครบหนึ่งวัฏจักรเพลาข้อเหวี่ยงหมุนสองรอบ ขณะที่ลิ้น (valve) เปิดปิดตามจังหวะที่กำหนดด้วยเพลาลูกเบี้ยว (camshaft) อัตราส่วนกำลังอัด (compression ratio) คืออัตราส่วนปริมาตรกระบอกสูบก่อนและหลังอัด ยิ่งสูงยิ่งให้กำลังมากแต่เสี่ยงการน็อก เชื้อเพลิงที่ค่าออกเทน (octane) ต่ำกว่าที่กำหนดจะเผาไหม้ผิดปกติ จุดระเบิดเกิดจากหัวเทียนที่ขับด้วยแมกนีโตคู่ ไม่ใช่จุดระเบิดเองจากความร้อน
การน็อกและการชิงจุดระเบิด (Detonation & Pre-ignition)
สองอาการที่ออกสอบบ่อยและต้องแยกให้ออก การน็อก (detonation) คือส่วนผสมในกระบอกสูบระเบิดเองพร้อมกันอย่างรุนแรงหลังหัวเทียนจุดแล้ว เกิดจากใช้เชื้อเพลิงออกเทนต่ำเกินไป กำลังสูงผสมบาง หรืออุณหภูมิเครื่องสูง อาการคือ CHT พุ่ง กำลังตก และอาจได้ยินเสียงเคาะ ส่วนการชิงจุดระเบิด (pre-ignition) คือส่วนผสมติดไฟ «ก่อน» หัวเทียนจุด มักเกิดจากจุดร้อน (hot spot) เช่นคราบคาร์บอนหรือหัวเทียนผิดเบอร์ วิธีแก้การน็อกคือเพิ่มความรวยของส่วนผสม ลดกำลัง และลดอุณหภูมิเครื่องยนต์
กลไกควบคุมใบพัดความเร็วคงที่ (Constant-Speed Propeller Governor)
ใบพัดความเร็วคงที่ปรับมุมใบอัตโนมัติด้วยกลไกควบคุม (governor) ที่ใช้ตุ้มน้ำหนักหมุนเหวี่ยง (flyweights) สั่งแรงดันน้ำมันไปปรับมุมใบ เพื่อรักษารอบ (RPM) ตามที่นักบินตั้งไว้ เมื่อรอบเกินค่าตั้งใบจะปรับมุมหยาบขึ้น (coarse) เมื่อรอบตกใบจะปรับละเอียดลง (fine) ถ้าเครื่องยนต์ดับขณะบิน ใบพัดจะหมุนตามลม (windmilling) สร้างแรงต้านมาก เครื่องบินใบพัดหลายใบจึงปรับใบให้ขนานลม (feathering) เพื่อลดแรงต้าน การใช้แรงดันท่อร่วมไอดีสูงคู่กับรอบต่ำ (oversquare) ที่เกินคู่มือกำหนดทำให้เครื่องรับภาระเกิน
ระบบหลักของเครื่องบินที่ต้องเข้าใจ
ระบบลงจอด เบรก และยาง (Landing gear / brakes / tyres)
ขาลงจอด (landing gear) ของเครื่องบินฝึกส่วนใหญ่เป็นแบบ ล้อหน้า (tricycle / nosewheel) ซึ่งบังคับง่ายและเสถียรกว่าแบบล้อหาง (tailwheel) ขาลงจอดอาจเป็นแบบ ติดตายไม่หุบ (fixed) หรือ หุบเก็บได้ (retractable) เพื่อลดแรงต้าน เครื่องที่หุบล้อได้จะมีไฟแสดงตำแหน่งล้อ (สีเขียว = ล้อกางและล็อกครบ) และมักมีสัญญาณเตือนเมื่อลดกำลังโดยที่ล้อยังไม่กาง ระบบรองรับแรงกระแทกนิยมใช้ โอเลโอ (oleo strut) ที่ใช้น้ำมันร่วมกับแก๊สไนโตรเจนดูดซับแรง
เบรก (brakes) ของเครื่องเล็กเป็นแบบดิสก์ไฮดรอลิก ทำงานที่ล้อหลักสองข้างแยกกัน (เหยียบบนปลายแป้น rudder) ใช้บังคับเลี้ยวบนพื้นด้วย differential braking ได้ด้วย การเบรกแรงเกินไปเสี่ยงล้อล็อก (skid) ทำให้ยางสึกเป็นจุด (flat spot) และระยะหยุดยาวขึ้น ยาง (tyres) ต้องเติมลมตามค่าที่กำหนด ลมอ่อนเกินทำให้ยางร้อนและสึกขอบ ลมแข็งเกินทำให้สึกกลางหน้ายางและลดการยึดเกาะ
ระบบเชื้อเพลิง (Fuel system)
ระบบเชื้อเพลิงเก็บน้ำมันในถัง (tanks) ที่ปีกสองข้าง (ซ้าย/ขวา) ป้อนไปยังเครื่องยนต์ผ่าน ตัวเลือกถัง (fuel selector) ที่นักบินเลือกได้ว่า LEFT, RIGHT, BOTH หรือ OFF เครื่องปีกสูง (high-wing) เช่น Cessna มักป้อนน้ำมันด้วย แรงโน้มถ่วง (gravity feed) เพราะถังอยู่สูงกว่าเครื่องยนต์ ส่วนเครื่องปีกต่ำ (low-wing) เช่น Piper ถังอยู่ต่ำกว่าจึงต้องใช้ ปั๊มเชื้อเพลิง โดยมีปั๊มขับด้วยเครื่องยนต์ (engine-driven pump) เป็นหลัก และมี ปั๊มไฟฟ้าเสริม (electric boost pump) ไว้สตาร์ต ขึ้นบิน ลงจอด และสำรองเผื่อปั๊มหลักเสีย
ปัญหาที่อันตรายที่สุดคือ การปนเปื้อน (contamination) โดยเฉพาะ น้ำ ที่ควบแน่นในถังหรือปนมากับการเติม น้ำหนักกว่าน้ำมันจึงตกลงไปรวมที่จุดต่ำสุด ทุกถังและตัวกรองจึงมี จุดระบายน้ำ (water drains / sump) ให้นักบินเปิดเก็บตัวอย่างใส่แก้วใสตรวจก่อนบินทุกครั้ง น้ำจะแยกชั้นมองเห็นได้และสีของน้ำมันต้องตรงชนิด (100LL = ฟ้า)
ระบบพื้นบังคับและ trim (Flight controls & trim)
พื้นบังคับหลัก (primary flight controls) ได้แก่ ailerons (คุม roll), elevator (คุม pitch) และ rudder (คุม yaw) เชื่อมจากคันบังคับ/แป้นเหยียบไปยังพื้นบังคับด้วย สายเคเบิล (cables) หรือ ก้านผลักดึง (pushrods) พื้นบังคับรองช่วยลดภาระและปรับรูปปีก ได้แก่ flaps และ trim
Trim tab เป็นแผ่นเล็กที่ขอบท้ายพื้นบังคับ ปรับให้พื้นบังคับค้างตำแหน่งที่ต้องการได้เองโดยนักบินไม่ต้องออกแรงค้างคันบังคับ (เช่น elevator trim คุมแรงกดหน้า/หลัง) Mass balance คือก้อนถ่วงน้ำหนักด้านหน้าบานพับพื้นบังคับ ช่วยป้องกันการสั่นพลิ้ว (flutter) ที่ความเร็วสูงซึ่งอาจทำลายโครงสร้าง
ชนิดของแฟลป (flap types) ที่ออกสอบ: plain flap (บานพับธรรมดา เพิ่มความโค้ง), split flap (กางจากผิวล่าง เพิ่ม drag มากกว่า lift), slotted flap (มีร่องให้ลมไหลผ่านชะลอการแยกตัว เพิ่ม lift ได้มาก เป็นแบบที่นิยม) และ Fowler flap (เลื่อนถอยหลังก่อนกางลง เพิ่มทั้งพื้นที่ปีกและความโค้ง ให้ lift สูงสุด) โดยทั่วไปกางแฟลปช่วงแรกเพิ่ม lift เป็นหลัก กางช่วงท้ายเพิ่ม drag เป็นหลัก
ระบบสุญญากาศและสัญญาณไจโรล้มเหลว (Vacuum system & gyro failure flags)
มาตรวัดท่าทางที่ขับด้วยไจโร เช่น Attitude Indicator (AI) และ Heading Indicator (HI) ของเครื่องเล็กหลายรุ่นขับด้วย ระบบสุญญากาศ (vacuum / suction) โดยมี ปั๊มสุญญากาศ (vacuum pump) ขับจากเครื่องยนต์ ดูดอากาศผ่านไจโรให้หมุนเร็ว ส่วน Turn Coordinator มักขับด้วยไฟฟ้าแยกต่างหาก เพื่อให้ยังมีมาตรวัดท่าทางใช้ได้แม้ระบบสุญญากาศเสีย
นักบินต้องเฝ้า suction gauge ให้อยู่ในย่านปกติ (ทั่วไปราว 4.5–5.5 นิ้วปรอท) หากปั๊มสุญญากาศเสีย AI และ HI จะค่อย ๆ ให้ค่าผิดอย่างช้า ๆ ซึ่งอันตรายเพราะหลอกตาได้ง่าย มาตรวัดบางรุ่นมี ธงเตือน (warning flag) เช่น ธง OFF หรือ ธงสีแดงโผล่ขึ้นมาบนหน้าปัดเมื่อแรงดันไม่พอ
สรุปท้ายบท
เนื้อหาหลักคือสามแกนการเคลื่อนที่ เครื่องยนต์ลูกสูบ มาตรวัดแบบ pitot-static และ gyroscopic ระบบเชื้อเพลิง ระบบลงจอด/เบรก/ยาง ระบบพื้นบังคับและ trim รวมถึงระบบสุญญากาศและสัญญาณไจโรล้มเหลว โดยเน้นความเข้าใจหลักการและอาการเมื่อระบบขัดข้อง
คำศัพท์สำคัญ
ความดันที่ขับมาตรวัด ASI / Altimeter / VSI
Airspeed Indicator: total − static
ลูกหมุนที่ขับมาตรวัดท่าทาง
เปลี่ยนการเลื่อนของลูกสูบให้เป็นการหมุน
ตัวเครื่องเอียงสวนทางการหมุนของใบพัด
แรงปรากฏผล 90° ในทิศการหมุน; ยกหางล้อหาง → ส่ายซ้าย
จุดที่มักออกสอบ
- Pitch รอบแกนขวาง, Roll รอบแกนยาว, Yaw รอบแกนตั้ง
- ASI = total (pitot) − static; Altimeter & VSI ใช้ static อย่างเดียว
แบบทดสอบท้ายบท
164 ข้อ